ตำนานพริกไทย

ท่านทราบหรือไม่ค่ะ ว่าเจ้าพริกไทยที่เราเห็นกันอยู่ทุกที่ในโต๊ะอาหารและหาทานกันอย่างง่ายดายนั้น เมื่อยุคอดีตหรือสมัยก่อนนมนานมาแล้วนั้น กว่าจะหาได้มาเลือดตาแทบกระเด็นกันเลยทีเดียว พริกไทยชื่อก็เป็นไทยแต่ท่านรู้หรือไม่ว่าจริงๆแล้วเราได้แต่ใดมาแล้วพริกไทยเปลี่ยนโลกเปลี่ยนยังไงเปลี่ยนได้จริงหรือ เรามาอ่านตำนานหรือประวัติของพริกไทยเครื่องเทศเปลี่ยนโลกกันดูน่ะค่ะว่าน่าทึ่งในคุณค่าของเค้าว่าเป็นมาอย่างไร

พริกไทยไม่ว่าจะเป็นพริกไทยเม็ดพริกไทยป่นเราจะคุ้นเคยและก็เห็นกันทุกบ้านทุกที่เพราะเป็นเครื่องปรุงของอาหารบ้านเราเพื่อเพิ่มรสชาติของอาหารให้เผ็ดแบบหอมเครื่องเทศให้อาหารที่ทานได้อรรถรสในการทานเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอาหารเพิ่มกำลังหรืออาหารเช้าอย่างเช่น ไข่ลวก,ไข่ดาว,ไข่ต้ม เมื่อเหยาะซอสแล้วเพิ่มรสชาติเผ็ดร้อนด้วยพริกไทยเข้า รสชาติของไข่ลวกไข่ต้มไข่ดาวก็จะเพิ่มรสชาติได้อร่อยถึงใจมากขึ้น

ตำนานพริกไทยเปลี่ยนโลก

อาหารประเภทผัดผักต่างๆก่อนเสริฟเยาะพริกไทยเข้าไปผัดผักจากอร่อยด้วยฝีมือของแม่ครัวพ่อครัวอยู่แล้วก็จะยิ่งเพิ่มรสชาติให้อร่อยเหาะกันมากขึ้น ข้าวต้มต่างๆเจ้าพริกไทยก็ช่วยเพิ่มรสชาติได้ไม่น้อยเลยทีเดียว 

พริกไทยบ้านเราในยุคนี้สมัยนี้หาง่ายมีทุกร้านตั้งแต่ซุปเปอร์หรือห้างร้านใหญ่ๆหรือแม้กระทั่งร้านขายของชำเล็กๆ ก็มีให้เราจับจ่ายซื้อมาใช้ในครัวเรือน หรือเจ้าพริกไทยเม็ดสดๆที่นิยมนำมาผัดเป็นอาหารประเภทผัดฉ่าต่างๆก็มีจำหน่ายมากมายในตลาดสดตลาดเล็กตลาดใหญ่ในบ้านเมืองเรา 

หากแต่ว่า"ตำนานพริกไทย"สมัยโบราณมาแล้วหายากมากหรือเรียกได้ว่า ไม่มีให้เห็นในเมืองไทยกันเลยทีเดียวค่ะ พริกไทยในอดีตนั้นเป็นสิ่งล้าค่าหายากและพริกไทยนี่แหละค่ะ สามารถเปลี่ยนโลกจริงๆเมื่ออดีตนั้นมูลค่าของพริกไทยประเมินค่าไม่ได้ บางคนยังกล่าวเอาไว้ว่าพริกไทยในยุคนั้นมูลค่ามากกว่าทองคำกันเลยทีเดียวหรือเรียกอีกอย่างว่า Black Gold (แบล็กโกล)

เราๆท่านๆที่ยังไม่เคยทราบหรือแม้กระทั่งตัวผู้เขียนเองก็เหมือนกันค่ะ นึกไม่ถึงเหมือนกันว่าในประเทศยุโรปทั้งหลายนั้นในอดีตไม่เคยมี มันฝรั่ง,ไม่เคยมีมะเขือเทศและไม่เคยมีเครื่องเทศและก็ที่เราชอบทานกันคือ ไม่เคยมีกาแฟมาก่อนเลยและก็สิ่งที่น่าทึ่งไปกว่านั้นก็คือในยุคก่อนสังคมไทยเรานั้นเราไม่เคยทานเผ็ดกันมากมายถึงขนาดนี้เลยค่ะ ดีน่ะค่ะที่เราและก็ผู้ที่ทานเผ็ดๆได้เกิดในยุคที่มีเครื่องเทศและก็พริกที่หาทานกันได้ง่ายดาย

ในเมืองไทยนั้นแต่เดิมทีมีหลายสิ่งหลายอย่างมากเลยค่ะที่ไม่เคยมีและก็พึ่งเริ่มจะเข้ามา ยกตัวอย่างเช่นอาหารประเภทของหวานทั่วไปอย่าง ขนมหวานๆที่ต่างนึกว่ามีมาช้านานนั้นจริงๆแล้ว อย่างฝอยทอง,ทองหยอด,หรือลูกชุบทั้งหลายนั้นในไทยยังไม่เคยมีในยุคก่อนเลยค่ะ เพราะว่าขนมไทยนั้นเราไม่นิยมใช้ไข่กับแป้งมาทำเป็นสูตรทำขนมกันเลย จะใช้แค่แป้งข้าวจ้าวแล้วก็น้ำตาลแค่นั้นเอง และน้ำตาลที่ว่านั้นก็ต้องเป็นน้ำที่มาจากต้นตาลเท่านั้น

สิ่งที่น่าทึ่งไปกว่านั้นเรื่องของผลไม้ที่เรียกกันในปัจจุบันว่าเป็นผลไม้ไทยนั้น ในสังคมไทยไม่เคยมีมาก่อนเลยค่ะ มะละกอไม่ใช่พืชพันธุ์ที่อยู่ในเมืองไทยแต่กลับทานกันอย่างมากมายและกลายเป็นส้มตำที่เรียกได้ว่าเป็นของไทยมาแต่ชาติปางก่อนกันเลยทีเดียว คิดกันมาตลอดว่าเป็นผลไม้ไทยเป้นของๆเรา และอีกผลไม้อย่างหนึ่งคือ"ส้ม" ส้มไม่เคยมีในไทยส้มนี่มาจาก"เมติเรเนียน"ค่ะประเทศไทยไม่เคยมีสีส้มในยุคอดีต มีแค่สีแสดและสีแดง แต่ที่ไทยได้เรียกว่าส้มนั้นเพราะว่าผลไม้ชนิดนี้ทานแล้วมีรสชาติที่เปรี้ยวหรือภาษาอีสานชอบเรียกรสชาติเปรี้ยวว่าส้มค่ะ ต่อมาเมื่อผลส้มที่มาจากเมติเรเนียนได้เข้ามาสู่สังคมไทย ประเทศไทยถึงได้มีการบัญญัติคำว่าส้มเริ่มขึ้นค่ะ

ที่ผู้เขียนเกริ่นมายื่นยาวก็ไม่ใช่น่ะค่ะ แค่ทึ่งในเรื่องอาหารการกินว่าเป้นเรื่องที่น่าศึกษาจริงๆเพราะว่าอาหารหลายอย่างนั้นเป็นตัวที่สามารถเปลี่ยนประวัติศาสตร์ของสังคมโลกได้จริงๆค่ะ เราไม่เอาเรื่องของการเมืองว่ามีผลต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีการใช้ชีวิตเรา อาหารนี่แหละค่ะของแท้และแน่จริง มนุษย์ของเรานี่แหละค่ะหลายชนชาติหลายภาษาในโลกตั้งแต่ยุคโบราณและมีการอพยพย้ายถิ่นเพื่อที่จะล่าหาอาหารกันเพื่อการดำรงชีวิตนั่นเองอาหารเป็นเรื่องของปากของท้องแต่ถ้าไม่มีอาหารก็ไม่มีแรงดั่งที่เค้าพูดกันต่อๆมาว่า กองทัพต้องเดินด้วยท้องนั่นแหละค่ะ

เอาล่ะค่ะเรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าว่าพริกไทยเปลี่ยนโลกได้อย่างไรแล้วเปลี่ยนแบบไหนน่ะค่ะ มีอยู่ยุคหนึ่งประมาณศตวรรษที่ 15 หรือเมื่อ5-6ร้อยปีที่แล้วนั้นมีการอพยพเคลื่อนทัพครั้งใหญ่เพื่อไปตามล่าหาของกินและของกินชนิดนั้นเราเรียกกันว่า"เครื่องเทศ"และพริกไทยที่เราเห็นอยู่มากมายในปัจจุบันนั้นไม่น่าเชื่อว่าในยุคๆหนึ่งได้เปลี่ยนโลกทั้งใบมาแล้ว

ในช่วงยุคกลางของยุโรปบรรดานักเดินเรือและพ่อค้าวานิชนิยมเดินทางไปยังต่างถิ่นเพื่อเผยแพร่ศานาหาดินแดนหรือแหล่งที่อยู่ใหม่และที่จริงแท้แน่นอนก็คือเพื่อทำการค้า สินค้าที่เป็นราคามีมุลค่าและหาได้ยากมากในยุคนั้นก็คือ"เครื่องเทศ"และพริกไทยก็เป็นพระเอกหรือหนึ่งในเครื่องเทศที่มีค่าในยุคนั้น หากแต่ว่าการค้าขายเครื่องเทศเกือบทั้งหมดตกอยู่ในมือของพ่อค้าชาวอาหรับและพ่อค้าย่อมมีหัวการค้าเพื่อผลกำไรของตน พ่อค้าชาวอาหรับจึงไม่ยอมเปิดเผยถึงแหล่งที่มาของเครื่องเทศว่ามาจากที่ใดจึงส่งผลให้ราคาของเจ้าเครื่องเทศสูงและแพงอย่างลิบลิ้ว

และเมื่อได้เกิด"สงครามครูเสด"ซึ่งเป็นสงครามโลกระหว่างคริสเตียนซึ่งส่วนมากก็คือชาวยุโรปกับโลกมุสลิมซึ่งส่วนมากก็คือชาวอาหรับนั่นเอง ทำให้การค้าเครื่องเทศมีความยากลำบากมากจึงทำให้ราคาเครื่องเทศแพงมากยิ่งขึ้น แต่ด้วยเครื่องเทศเป็นที่ต้องการของคนที่มีฐานะร่ำรวยหรือมหาเศรษฐีให้ความนิยมชมชอบเครื่องเทศเหล่านี้มาก จึงกลายเป็นแรงผลักดันให้กลุ่มพ่อค้าชาวยุโรปออกเดินทางแสวงหาเครื่องเทศกันอย่างจริงๆจังๆ จนได้มาพบกับหมุ่เกาะ"โมลุกกะ"ประเทศอินโดนีเซีย และได้ขนานนามว่าหมู่เกาะเครื่องเทศตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ตำนานพริกไทย

พริกไทยปลูกเป็นของคู่ครัวคนไทยและทั่วโลกและสามารถปลูกได้ทุกพื้นที่ความเผ็ดก็ประมาณใกล้เคียงกันไม่เผ็ดมากมายนัก แต่ในยุคหนึ่งนั้น นักล่าเมืองขึ้นทั้งหลายได้มาตามล่าหาพริกไทยซึ่งชาวโปตุเกสได้ส่งกองทัพเรือทั้งหลายได้เดินทางตามล่าหาพริกไทยและได้สร้างสถานีการค้าตามหัวเมืองชายทะเลของเราทั้งหลายและได้นำพริกเม็ดเล็กๆคล้ายๆกับพริกขี้หนูในยุคปัจจุบันและได้นำเข้ามาสู่สังคมไทยและคนไทยก็สามารถรับพริกที่เรียกในยุคนั้นว่า"พริกเทศ"ได้อย่างรวดเร็วและพริกเทศของโปตุเกสสามารถเพราะปลูกได้ง่ายขยายพันธุ์ได้ง่ายรสจัดมากกว่าพริกที่มีอยู่แล้ว พริกเทศจึงได้รับความนิยมในสังคมไทยตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผู้เขียนเองคิดมาตลอดว่าชาติไทยหรือคนไทยเป็นประเทศที่ทานเผ็ดมากที่สุดจริงๆแล้วไม่ใช่เลยยังมีอีกหลายชาติหลายประเทศที่เค้าทานเผ็ดมากกว่าเราหลายเท่า ไม่ว่าจะเป็นเม็กซิโกหรือว่าแถบแอฟริกาแถวแกมเบีย,เอธีโอเปีย หากท่านใดเคยได้ลิ้มลองอาหารของแอฟริกาหรือว่าอาหารเม็กซิโกรสชาติของพริกบ้านเค้าจะเผ็ดมากกว่าพริกบ้านเราหลายเท่าเลยทีเดียวค่ะ

ตำนานพริกไทย

เมื่อเราได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านอาหารการกินกันแล้ว ไม่น่าเชื่อเลยน่ะค่ะพริกไทยที่เป็นของสามัญในยุคปัจจุบันสามารถเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ของโลกมนุษย์ได้ พริกไทยที่มีผลออกมาเมื่อถึงเวลาที่เก็บเกี่ยวมาได้บ้างก็นำไปจำหน่ายหรือทานในรูปของพริกไทยอ่อนผัดทอดต่างๆ หรือว่าจะนำมาแปรรูปให้เก็บไว้ได้นานและเพิ่มมูลค่าของพริกไทย ขั้นตอนในการแปรรูปของพริกไทยก็เริ่มตั้งแต่นำผลของพริกไทยมาุคั่วเพื่อไล่ความชื้น ขั้นตอนในการทำตอนนี้นั้นหากนำไปคั่วทั้งเปลือกก็จะได้พริกไทยดำแต่ถ้าลอกเปลือกออกก็จะได้เป็นพริกไทยขาวซึ่งทั้งพริกไทยดำและพริกไทยขาวนั้นความแตกต่างมีแค่สีค่ะ รสชาติและความหอมแทบจะไม่มีความแตกต่างกันเลย เมื่อคั่วเสร็จแล้วก็นำไปอบในตู้อบจากนั้นหากนำไปเข้าเครื่องบด ก็จะกลายเป็นพริกไทยป่น หากไม่ป่นแต่แพ็คใส่ผลิตภัณฑ์ก็กลายเป็นพริกไทยเม็ด

ตำนานพริกไทยเปลี่ยนโลก

แล้วพันธุ์พริกไทยที่นิยมปลูกกันมากในบ้านของเรานั้น คือพริกไทยพันธุ์ซาราวัค มาจากมาเลเซีย และพันธุ์ซีลอนจากอินโดนีเซีย แต่หากว่าพริกไทยสายพันธุ์ท้องถิ่นคือพริกไทยพันธุ์จันทบุรี กลับไม่ได้รับความนิยมเลยทั้งที่ความจริงแล้วพริกไทยท้องถิ่นคือพันธุ์จันทบุรีนี้มีลูกที่ใหญ่กว่าและรสชาติที่เผ็ดมากกว่าและหอมกว่า หากแต่แค่ว่าผลผลิตของพันธุ์จันทบุรีให้ลูกน้อยกว่าและไม่คุ้มค่ากับการลงทุนเหมือนสองสายพันธุ์ที่มาจากต่างประเทศทำให้พริกไทยจันทบุรีดั่งเดิมได้หายไปจากสวนพริกไทยของชาวเกษตรทั้งหลายแหล่ และหากไม่พากันรักษาพันธุ์ไว้ผู้เขียนเกรงว่าพริกไทยพันธุ์จันทบุรีจะสูญพันธุ์ไปจากประเทศไทยก็อาจเป็นไปได้น่ะค่ะ

กลิ่นหอมๆของพริกไทยกลิ่นเค้าเย้ายวล ไม่แปลกใจว่าทำไมในยุคหนึ่งนั้น คนเราต้องยอมจากถิ่นฐานและสู้รบตบมือถึงขั้นเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อออกตามหาสมุนไพรจากตะวันออกหรือที่เรียกว่าเครื่องเทศ และที่เรียกกันว่าSpicy(สไปซี่)ก็มาจากคำว่า Special (สเปเชียล)ปัจจุบันพริกไทยของที่เคยล้ำค่าในอดีตก็ได้ถูกแปรรูปหลายผลิตภัณฑ์ในประเทศไทย

ในปัจจุบันพริกไทยถึงจะหามาได้ง่าย หากแต่ว่าชาวยุโรปยังคงมีความคิดสืบต่อเนื่องกันมาช้านานด้วยเหตุในอดีตพริกไทยเคยเป็นของล้ำค่ามาก่อนเค้าก็ยังคงให้ความสำคัญเหมือนเป็นธรรเนียมปฏิบัติกับพริกไทยเช่นเดิม ในโต๊ะอาหารของชาวยุโรปจะมีขวดพริกไทยและเกลือวางคู่กันบนโต๊ะอาหารหากมือใครพลาดไปโดนขวดพริกไทยล้มเค้าจะมีความรู้สึกไม่ดีจะเหมือนเป็นลางสังหรณ์ว่าในระหว่างวันนั้นจะเจอกับเรื่องไม่ดีหรือว่าวันนั้นเป็นวันที่โชคไม่ดีเลย 

พริกไทยยังคงมีราคาดีไม่มีตก และผลผลิตในรูปแบบของสินค้าแปรรูปไม่ค่อยจะเพียงพอนัก เนื่องจากชาวเกษตรกรหันไปปลูกพืชอย่างอื่นเพราะสาเหตุมาจากปลูกพื่ชชนิดอื่นได้กำไรหรือผลผลิตง่ายและเร็วกว่าพริกไทยอย่างเช่นยางพารา,แก้วมังกร แต่พืชผักทุกชนิดให้ผลผลิตไม่ต่างกันขึ้นอยู่กับว่าเราดูแลดีและใส่ใจดีค่ะ

"อดีตล้ำค่าดั่งทองคำ เหล่าพ่อค้าด้นดั้นข้ามทะเล ปัจจุบันมีค่าแค่วางข้างไข่ลวก"คำนี้น่าเก็บไปคิดน่ะค่ะ คนเราควรคำนึงเสมอไม่ว่าอะไรก็ตามอย่ายึดติดมากมายเพราะทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงกันไปตามกาลเวลาตามยุคสมัย ให้ความสำคัญได้แต่พองามและพอดี แล้วเราจะอยู่แบบพอเพียงอย่างเพียงพอแบบยั่งยืนเหมือนคำพ่อหลวงที่สอนเรามา สิ่งที่ควรรักษาและเก็บไว้คือมิตรภาพอันดีงามและความรักความเอาใจใส่ต่อคนรอบข้างคนในครอบครัวเพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่สามารถหล่อเลี้ยงจิตใจคนเราได้ในบั่นปลายหรือยามที่ท้อแท้นั่นคือ"กำลังใจ"ค่ะ ติดตามเรื่องราวดีๆทั่วทุกมุมโลกที่บ้านน้อยดอทคอม สรรหามาเล่า ได้ทุกเรื่องได้ที่นี่ Baannoi.com